กรีชรามัน


ประวัติความเป็นมา

        กริชรามัน จัดอยู่ในกริชสกุลช่างปัตตานี เรียกว่า กริชตะยง หรือ กริชจอแต็ง รูปลักษณ์ของด้ามกริชมองดูผิวเผินด้ามกริชจะมีจมูกยาวแหลมคล้ายปากนกกระเต็น รูปลักษณ์ที่แท้จริงคือ ยักษ์ในตัววายัง หรือตัวหนังของชวาที่เคยเข้ามามีอิทธิพลในศิลปกรรมท้องถิ่นของเมืองปัตตานีในอดีต กริชชนิดนี้มีใช้กัน ตั้งแต่พื้นที่ในจังหวัดสงขลาตอนใต้ลงไป

        ส่วนกริชของจังหวัดยะลามีชื่อและประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน คือ กริชเมืองรามันเมื่อประมาณ 200 – 300 ปีก่อน เจ้าเมืองรามัน หรืออำเภอรามัน จังหวัดยะลา ในปัจจุบัน ประสงค์จะให้มีกริช เป็นอาวุธคู่บ้านคู่เมือง และต้องการมีกริชประจำตัวด้วยถึงกับเชิญช่างผู้ชำนาญการจากประเทศอินโดนีเซีย มีชื่อว่า ปาแนซาระห์ (ปาแน แปลว่า ช่าง ซาระห์ เป็นชื่อที่เจ้าเมืองตั้งให้) มาทำกริชที่เมืองรามันในรูปแบบปัตตานีและรูปแบบรามัน ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ จนกริชรูปแบบนี้ถูกเรียกขานในท้องถิ่นว่า กริชรูปแบบปาแนซาระห์ ตามชื่อของช่างทำกริชชาวชวา

        ตั้งแต่นั้นมา จึงมีการสืบทอดการทำกริช ในพื้นที่เมืองรามัน โดยเฉพาะที่ตำบลตะโละหะลอ มาหลายชั่วอายุคนจวบจนปัจจุบัน กริชที่เมืองรามันนิยมทำเป็นหัวนกพังกะมากกว่าชนิดอื่น นกพังกะ คือนกที่มีปีกและตัวสีเขียวปากยาวสีแดงอมเหลือง คอขาวบ้างแดงบ้าง

        นอกจากนี้ยังทำเป็นหัวรูปไก่ หัวงูจงอาง และรูปคน ส่วนใหญ่สลักด้วยไม้หรือกระดูกปลา กริชมีหลายรูปแบบ เช่น กริชแบบกลุ่มบาหลีและมาดูรา กริชแบบชวา กริชแบบคาบสมุทรตอนเหนือ กริชแบบบูฆิส กริชแบบสุมาตรา กริชแบบปัตตานี กริชแบบซุนดาหรือซุนดัง และกริชแบบสกุลช่างสงขลา 

เอกลักษณ์/จุดเด่นผลิตภัณฑ์

        ลักษณะที่โดดเด่นของกริชรามันห์ คือ มีการแกะสลักหัวกริชด้วยเอกลักษณ์ท้องถิ่นภาคใต้ ใช้ไม้ตามธรรมชาติ ลวดลายสวยงามทั้งหัวกริช ตัวกริช และด้ามกริช

วัตถุดิบและส่วนประกอบ

1. เหล็กกล้า, เหล็กแหนบ
2. เตาเผาเหล็ก
3. ค้อนตีเหล็ก
4. คีมจับเหล็ก
5. ไม้มะม่วงป่า, ไม้เสาดำ (สำหรับทำหัวกริชและปอกกริช)
6. มีดแกะสลักไม้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น